แคท น่ารักจัง

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ภาวะปกติในทารกแรกเกิด

     การสะดุ้งหรือผวา : เวลามีเสียงดัง หรือเวลาสัมผัส แสดงถึงระบบประสาทที่ปกติ จะพบได้ในทารกที่นอนหลับสนิท และจะพบได้จนอายุ 6 เดือน
     การบิดตัว : ทารกคลอดครบกำหนด มีการเคลื่อนไหวเวลานอนคล้ายผู้ใหญ่บิดขี้เกียจ ทารกจะยกแขนเหนือศีรษะ งอเข่า ตะโพก และข้อเข่า และบิดตัว พบได้ในทารกที่ปกติ ไม่ใช่เกิดจากการชักบิดผ้าอ้อม
     การสะอึก : เกิดจากทารกดูดนมมาก และเร็ว ทำให้กระเพาะอาหารขยายใหญ่ ดันกระบังลม ทำให้สะอึก วิธีแก้ไข โดยไล่ลมในท่านั่ง หรืออุ้มพาดบ่า นาน 5 -5 10 นาที
     การแหวะนม : ทารกแรกเกิด หูรูดกระเพาะอาหารยังทำงานได้ไม่ดี เมื่อดูดนมและดูดกลืนอากาศเข้าไป ทำให้แหวะนมหลังให้นม
วิธีแก้ ไล่ลมบ่อยระหว่างให้นมลูก โดยอุ้มให้นั่งหรือ อุ้มพาดบ่าหลังให้นม หรือให้นอนศีรษะสูงเล็กน้อย และนอนตะแคงขวานาน ครึ่งชั่วโมง

     ผิวหนังลอก : จะเกิดขึ้นหลังอายุ 1 - 2 วัน จะหายไปราว 2 - 3 วันโดยไม่ต้องให้การรักษา
     ลิ้นขาว : ให้มารดาใช้สำลีชุบน้ำต้มสุก พันนิ้วก้อยให้แน่น เช็ดลิ้นทารกวันละครั้ง ห้ามใช้ผ้าอ้อมเปื้อนปัสสาวะเช็ดลิ้น
              

การดูแลเด็ก

 การดูแลทารกประจำวัน
      การอาบน้ำ : อาบด้วยน้ำอุ่น ควรอาบเสร็จภายใน 5-7นาที ในที่ลมไม่โกรก อาบวันละ 2 ครั้ง และสระผมวันละครั้ง ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังให้นม
      การขับถ่าย : การถ่ายปัสาวะ หลังถ่ายให้เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้ง ถ้าปล่อยไว้นานทารกจะตัวเย็น
                        การถ่ายอุจจาระ ทารกที่กินนมแม่จะถ่ายบ่อย มีสีเหลือง จะมีเม็ดเล็กๆคล้ายเม็ดมะเขือ เพราะนมแม่ย่อยง่าย ช่วยระบายท้อง
                        การทำความสะอาดก้น เช็ดด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด เช็ดจากบนลงล่าง ห้ามเช็ดกลับไปกลับมา

      การดูแลสะดือทารก : สะดือจะหลุดภายใน 7 - 14 วัน ดูแลให้โคนสะดือ และสะดือ แห้ง เสมอ เช็ดด้วยไม้พันสำลีชุบแอลกอฮอล์ วันละ 3 ครั้ง เมื่อสะดือใกล้จะหลุดจะมีเลือดออก ห้ามใช้แป้งและยาโรยสะดือ
      การให้นมบุตร : ให้ลูกดูดนมแม่ทุก 2 ชั่วโมง ไม่ต้องให้น้ำตาม เพราะนมแม่มีน้ำเพียงพอ   ดูการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่   
      การทำความสะอาดเสื้อ ผ้าอ้อม : ซักด้วยสบู่เ็ด็ก หรือน้ำยาซักผ้าเด็ก ควรแยกซักจากของผู้ใหญ่

วันอาทิตย์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ของท่านพุทธทาส เรื่อง เจ้าของเรือ

นิทานเรื่องสั้น


นิทานเรื่องสั้น ของท่านพุทธทาส  เรื่อง เจ้าของเรือ
"พ่อจ๋า พ่อว่า พ่อเป็นเจ้าของเรือ แต่พ่อต้องล้างเรือ เช็ดถูเรือ ต้องชะโลมน้ำมัน ให้มันบ่อยๆ พ่อต้องเก็บรักษา แจวพาย และ เครื่องใช้ ในเรือ ทุกๆ อย่าง แล้วพ่อก็แจว เมื่อพาพวกเราไปนั่งเรือเล่น พร้อมกับเพื่อนบ้านของเราทุกคน พ่อเหนื่อยเกือบตาย ทีพวกนั้น ทำไมนั่งสบาย ไม่ช่วยพ่อแจว ไม่ช่วยพ่อเช็ดล้างเรือบ้างเล่าพ่อจ๋า?" หนูจ้อย ถามพ่อ ทำตาแดงๆ
"ก็พ่อเป็น เจ้าของเรือ นี่ลูกเอ๋ย"
"ใครเป็นเจ้าของอะไร ก็ต้องเหนื่อยเกือบตาย ใครไม่เป็นเจ้าของก็สบาย พ่อเห็นว่า มันจะยุติธรรมหรือ?"
"ธรรมเนียม มันเป็นอย่างนั้นเอง ใครเป็นเจ้าของ ก็ต้องทนเหนื่อย ทนหนักใจ"
"แล้วพ่อจะขืน เป็นเจ้าของเรือ ไปทำไม ให้เขาเสีย แล้วขอนั่งกะเขา เป็นครั้งคราว เหมือนที่เขานั่งเรือเรา อย่างสนุกสนาน มิดีกว่าหรือ?"
"ก็ พ่อ อยากจะเป็น เจ้าของเรือสักลำหนึ่ง นี่ลูกเอ๋ย"
"ขออย่าให้ ฉันต้องเป็น เจ้าของเรือ ร่วมกับพ่อ ฉันจะ ไม่ยอมเป็น เจ้าของ อะไรๆ เลย แม้แต่ ตัวของฉันเอง!"
"แล้วลูก จะอยู่ได้อย่างไร?"
"อยู่อย่าง ไม่ต้อง ทนเหนื่อย เหมือนพ่อ และตรงกันข้าม จากพ่อ ทุกประการ!"
ดังนั้น หนูจ้อยจึงกลายเป็น เณรจ้อยไป เพราะเขา ไม่อยากเป็น เจ้าของสิ่งใด แต่อยากเป็นอยู่ ชนิดที่เขาเห็นว่า ตรงกันข้าม จากพ่อ ทุกประการ 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ถ้าใครไม่เป็น เจ้าของสิ่งใด กลับจะได้กิน "ไข่แดง" ของสิ่งนั้น (เหมือน คนที่มาพลอย นั่งเรือเล่น กับพ่อ) ส่วนใครที่เป็น เจ้าของสิ่งใด เขาจะกินได้เพียง "ไข่ขาว" ของสิ่งนั้น ซึ่งบางที ถึงกับอาจจะต้อง กินเปลือกไข่ หรือ มูลโสโครก ที่ติดอยู่กับ เปลือกไข่ เข้าไปด้วยกัน ดังนี้แล้ว ใครจะอยู่ใน สภาพที่น่าสงสาร กว่าใคร ในระหว่าง พ่อ-ลูก สองคนนี้ เพื่อตอบปัญหา เกี่ยวกับ ตัวเราโดยตรง สืบไป



วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พัฒนาการเด็กปฐมวัย

พัฒนาการเด็กปฐมวัย เพื่อปรับใช้

พัฒนาการ หมายถึง
กระบวนการเปลี่ยนแปลงด้านวุฒิภาวะ ( maturity) ของอวัยวะระบบต่างๆ
และตัวบุคคล ทำให้เพิ่ม ความสามารถของระบบและบุคคลให้ทำหน้าที่ต่างๆ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำสิ่งที่ยากและซับซ้อนยิ่งขึ้นได้
ตลอดจนการเพิ่ม ทักษะใหม่และความสามารถในการปรับตัวในภาวะใหม่ของบุคคลนั้น

     พัฒนาการของเด็ก จะแบ่งออกเป็น 6 ด้านดังนี้
          • พัฒนาการด้านร่างกาย
          • พัฒนาการด้านการรับรู้
          • พัฒนาการด้านสติปัญญา
          • พัฒนาการด้านภาษา
          • พัฒนาการด้านอารมณ์
          • พัฒนาการด้านสังคม

   พฤติกรรมและทักษะชีวิตของมนุษย์ได้จากการเรียนรู้และการสะสมประสบการณ์
การเรียนรู้ทักษะบางอย่างจะง่ายและ
ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาหนึ่งมากกว่าอีกเวลาหนึ่งและสังคมจะคาดหวังให้เด็กแต่ละคนทำพฤติกรรมที่เหมาะสมให้ได้
ในแต่ละช่วงอายุของบุคคล พัฒนาการที่สำคัญในแต่ละวัย
          วัยทารก ( 0-2 ปี) อายุ 0-6 สัปดาห์ เด็กมองหน้าแม่ ทำเสียงในลำคอ ฟังเสียงคุยแล้วยิ้มตอบ
          อายุ 4-6 เดือน จำหน้าแม่ได้ ส่งเสียงอ้อแอ้และยิ้มตามเสียง เด็กสามารถเอื้อมคว้าจับสิ่งของมาเข้าปาก

        อายุ 6-9 เดือน สามารถแยกเสียงของแม่ได้
เริ่มแยกแยะความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ชัดเจน เด็กจำหน้าแม่ได้
เด็กจะแสดงอาการแปลกหน้ากับผู้ที่ไม่ คุ้นเคย และจะติดแม่ เรียกว่า
กลัวคนแปลกหน้า (Stranger anxiety)
          อายุ 9-12 เดือน
เด็กมีความผูกพันใกล้ชิดกับผู้เลี้ยงดู (Attachment) และจะติดผู้เลี้ยงดู
เมื่อต้องแยกจากพ่อแม่/ผู้เลี้ยงดู เด็กจะร้องไห้และร้องตาม
เมื่อพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูกลับมา
เด็กจะแสดงความดีใจโผเข้าหาและเข้ามาคลอเคลีย
เด็กวัยนี้จะเริ่มกลัวการพลัดพราก (Separation anxiety)
       
อายุ 12-18 เดือน เด็กหัดเดินและชอบสำรวจ
ระยะนี้เด็กจะกระตือรือร้นที่จะสำรวจสิ่งแวดล้อมค้นหาสิ่งแปลกใหม่เด็กมัก
จะใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสำรวจตรวจตรา
ดังนั้นควรระมัดระวังสิ่งที่เป็นอันตราย - ในวัยนี้เด็กจะทดสอบสิ่งต่างๆ
และดูผลของการกระทำต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถ้าพอใจเด็กจะโยนของเล่น
ว่าจะตกลงมาอย่างไร ถ้าพอใจเด็กจะโยนซ้ำ
ถ้าไม่พอใจเด็กจะหยุดหรือหาวิธีอื่นๆ
บางครั้งเด็กจะกรีดร้องจะเอาของมาโยนอีก - เด็กเริ่มพูดได้
เป็นคำๆอย่างน้อย 10 คำ
          อายุ 18-24 เดือน - เด็กเรียนรู้ภาษาอย่างรวดเร็ว และจดจำคำศัพท์ได้ดี

        อายุ 2-3 ปี - เด็กเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น -
เด็กรู้ว่าตนเองเป็นบุคคลหนึ่งที่แยกจากสภาพแวดล้อม
ทำให้เด็กต้องการเป็นตัวของตัวเอง เด็กจะ พยายาม ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง
เช่น จับช้อนตักอาหารเอง เด็กจึงมีพฤติกรรมต่อต้าน ( Negativism)
ชอบพูดว่า ไม่ ” “ ไม่เอา ” “ ไม่ทำ เป็นต้น
          อายุ 3-5
ปี พัฒนาการด้านร่างกาย เด็กบังคับกล้ามเนื้อได้ดีขึ้น
เด็กชอบปีนป่ายเตะบอล รักลูกบอล ชอบเล่นในสนาม เด็กสามารถขี่
จักรยานสามล้อได้ พัฒนาการด้านสติปัญญา -
เด็กเชื่อว่าสิ่งของทุกอย่างมีชีวิติ (Animism)
เด็กชอบเล่นสมมุติโดยจะเอาตุ๊กตาตามมาเล่นแล้วสมมุติ เป็นพ่อแม่ลูก
แสดงท่าป้อนข้าวลูก อาบน้ำแต่งตัวให้ลูก
แสดงเป็นเรื่องราวเหมือนว่าตุ๊กตาเป็นสิ่งมีชีวิต -
เด็กเชื่อว่าทุกสิ่งในโลกมีจุดหมาย เด็กมักถามว่า ทำไม ” “
ทำไมรถจึงวิ่งฯลฯ - เด็กจะเชื่อมโยงปรากฎการณ์ 2
อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกันว่าเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน
พัฒนาการด้านภาษา พัฒนาอย่างรวดเร็ว เด็กชอบใช้คำถาม นั่นอะไร ” “
นี่อะไร ” “ พ่อไปไหน เด็กสามารถเข้าใจ คำสั่งง่ายๆได้
       
เด็กอายุ 4 ขวบชอบใช้คำถาม ทำไม พัฒนาการด้านอารมณ์
เด็กเริ่มมีลักษณะอารมณ์แบบผู้ใหญ่ คือ โกรธ อิจฉา กังวล ก้าวร้าว พอใจ
เป็นต้น เด็กจะแสดงความโกรธ ด้วยการกรีดร้อง ดิ้นกับพื้น
หรือทำร้ายตัวเองแสดงความอิจฉาเมื่อมีน้องใหม่เวลาเล่นสนุกๆก็จะแสดง
ความพอใจ แต่เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องเด็กก็จะกลัว พัฒนาการด้านสังคม -
เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีขึ้น อาบน้ำ แต่งตัว ใส่รองเท้าเอง
บอกเวลาจะถ่ายได้ ถอดกางเกง เข้าห้องน้ำเอง และทำความสะอาดหลังขับถ่ายได้
- เด็กเรียนรู้ที่จะปฏิบัติตัว เพื่อให้สังคมยอมรับ ทำตัวให้เข้ากลุ่มได้
รู้จักให้ รับ รู้จักผ่อนปรน รู้จักแบ่งปัน เด็กเรียนรู้จากคำสอน
คำอธิบายและการกระทำของพ่อแม่ เด็กรู้สึกละอายใจเมื่อทำผิด
เด็กเริ่มรู้จักเห็นใจ ผู้อื่น เมื่อเห็นแม่เสียใจเด็กอาจเอาตุ๊กตามาปลอบ
เป็นต้น พ่อแม่ควรฝึกหัดและส่งเสริมให้เด็กวัยอนุบาลได้ช่วยเหลือตนเอง
เช่น รับประทานอาหาร อาบน้ำ แต่งตัว การขับถ่าย เป็นต้น
       
เด็กอายุ 1-5 ปี อาจติดสิ่งของบางอย่าง เช่น ผ้าห่ม ตุ๊กตา
เด็กจะนำสิ่งของเหล่านี้ติดตัวไปด้วยทุกแห่ง หรือเข้านอน ด้วยการนำมาอุ้ม
กอด และถือไว้ ใช้สำหรับปลอบใจ ทำให้รู้นึกมั่นใจและสบายใจ
โดยเฉพาะเวลาที่ต้องห่างจากแม่ เวลาไม่สบายหรือ เวลาเข้านอน
เพื่อทดแทนความสัมพันธ์ที่ห่างเหิน
และเด็กก็เริ่มไปมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งของเหล่านี้เรียกว่า
Trasitional – object
 
 การเลี้ยงดูที่เหมาะสมจะทำให้เด็กพัฒนาไปได้ดี ในขณะเดียวกัน
สังคมก็จะคาดหวังเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กในแต่ละวัย ซึ่ง เราเรียกว่า
งานพัฒนาการ (Deelopmental task)
ถ้าเด็กสามารถทำได้ตามขั้นตอนพัฒนาการเด็กจะยอมรับนับถือตนเอง ได้รับ
การยอมรับจากผู้อื่นและเด็กก็จะมีความสุขตามมา เมื่อเด็กมีความสุข
เด็กจะมีกำลังใจ มีแรงจูงใจในการทำงานตามที่มุ่งหวัง และ
สามารถทนต่อความขัดแย้งได้ดี ทำให้ประสบความสำเร็จตามมา
ถ้าเด็กไม่สามารถทำได้ตามขึ้นตอนพัฒนาการ เด็กจะรู้สึกเป็นปมด้อย
และจะทำงานในขั้นตอนพัฒนาการที่สูงขึ้นได้ยาก


วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพลงเด็ก7วัน7สี

นิทานเรื่องราชสีห์กับหนู

นิทานเรื่อง หนูน้อยหมวกแดง





นานมาแล้วที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีแม่และลูกสาวตัวเล็ก ๆ หน้าตาหน้า เอ็นดูมากคนหนึ่ง ที่ใคร ๆ ต่างก็จะเรียกเธอกันจนติดปากว่า


" หนูน้อย หมวกแดง" ที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องมาจากด้วยเธอมักที่จะใส่หมวกที่เป็น แบบเสื้อคลุมติดกันสีแดงสด ซึ่งหมวกนี้ยายของเธอที่อยู่ในหมู่บ้านถัดไป ได้ถักให้กับเธอเป็นของขวัญ


ในวันเกิด และเธอก็ชอบมันมากมักจะใช้ ประจำติดตัวอยู่เสมอนั่นเอง หนูน้อยคนนี้เป็นเด็กหญิงที่น่ารัก จิตใจดี มีเมตตาต่อเพื่อน ๆ และสัตว์ ทั้งหลาย ดังนั้นเธอจึงเป็นที่รักยิ่งของทุกๆ คนและเพื่อน ๆ รวมทั้งสัตว์ ต่าง ๆ อีกด้วย






อยู่มาวันหนึ่ง แม่ของหนูน้อยหมวกแดงได้เรียกหาเธอแต่เช้าแล้วบอกว่า " วันนี้ลูกต้องเอาอาหารซึ่งเป็นขนมพาย, และ เหล้าองุ่นไปให้คุณยายที่กำลังนอนป่วยอยู่นะจ๊ะ" หนูน้อยหมวกแดงรีบตอบรับทันที " ค่ะ" พลางฉวยตระกร้าจากมือของแม่ แล้วทำท่าจะเดินจากไป โดยมีแม่ร้องสำทับขึ้นตามหลังว่า " อย่าเถลไถลและแวะเล่นที่ไหนด้วยนะจ๊ะ ลูก เพราะคุณยายกำลังรออยู่ แล้วอีกอย่างหนึ่งลูกจะกลับบ้านมืดค่ำด้วย อันตรายจ้ะ ได้ยินไหม?" หนูน้อยหวกแดงรับคำอีกครั้ง "ค่ะ แม่" แล้วเธอก็มุ่งหน้าไปที่บ้านของยาย ซึ่งอยู่ห่างออกไปอีกหมู่บ้านหนึ่งทันที






หมู่บ้านถัดไปที่คุณยายของเธออาศัยต้องเดินผ่านทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้านั้นมีต้นอ้อปลิวไสวล้อเล่นลม และยังมีดอกไม้นานาพันธุ์ออกดอกบาน สะพรั่ง มีผีเสื้อตัวเล็กตัวน้อยบินไปมา อากาศหรือก็เย็นสบาย และในขณะ ที่หนูน้อยหมวกแดงกำลังเดินชื่นชมกับความงามของธรรมชาติสองข้างทาง ไปเรื่อย ๆ อยู่นั้น ก็เกิดได้มีหมาป่าตัวหนึ่งที่บังเอิญเดินผ่านมาเข้าพอดี มันหยุดชะงัก เพราะได้กลิ่นหอมของขนมพายจากตะกร้าของหนูน้อยหมวกแดงนั่นเอง


ฉับพลันมันคิดว่า "ฉันต้องการขนมพายที่อยู่ในตะกร้านั่น และรวมทั้งเจ้าของตะกร้านั่นด้วย" และไวเท่าความคิด มันรีบวิ่งไปดักหน้าหนูน้อยหมวกแดงเอาไว้ ตอนแรกหนูน้อยก็ ตกใจเพราะเคยได้ยินมาว่า หมาป่ามันชอบกัดเด็ก แต่ด้วยเธอเป็นเด็กที่เชื่อคนง่ายนั่นเอง เธอหยุดยิ้มหวานให้ ดังนั้นเจ้าหมาป่าจึงรีบพูดขึ้นว่า "อย่าตกใจไปเลย หนูน้อย ฉันแค่อยากเป็นเพื่อนกับเธอ เท่านั้นจ้ะ แล้วนี่เธอจะไปไหนหรือ?" หมาป่าพูดพลางจ้อง ที่ตระกร้าขนมพายด้วยดวงตาเป็นมันวาวทีเดียว หนูน้อยหมวกแดงได้ตอบอย่างไม่ต้องคิดเลยว่า " หนูกำลังจะไปบ้านยาย จะเอาขนมพายนี่ไปให้ยายที่กำลังนอนป่วยอยู่ค่ะ" มันแอบยิ้มอย่างเจ้าเลห์ ก่อนที่จะพูดอีกว่า "ถ้าอย่างนั้น ทำไมไม่เก็บดอกไม้พวกนี้ไปฝาก ยายด้วยละจ้ะสวย ๆ ทั้งนั้นเลย" แต่หนูน้อยหมวกแดงไม่ทันสังเกตและสงสัยอะไร เพราะเธอกำลังคิดถึงเรื่องดอกไม้พวกนี้อยู่ว่า "เก็บดอกไม้แค่นี้ คงไม่เสียเวลามากหรอกมั้ง แล้วที่สำคัญคุณยายก็คงจะชอบมากด้วย " คิดได้ดังนั้น หนูน้อยหมวกแดงจึงแวะเก็บดอกไม้ด้วยความเพลิดเพลิน....






ส่วนเจ้าหมาป่าเมื่อมันได้ยินว่ายายของหนูน้อยหมวกแดงกำลัง นอนป่วยอยู่เท่านั้น มันก็คิดเปลี่ยน


แผนการณ์ทันที


" เดี๋ยวไปกินยายของมันก่อนดีกว่า...เพราะมันบอกว่ายายของมันกำลังไม่สบาย จะต้องไม่มีเรี่ยวแรงอะไรที่จะต่อสู้เราได้ และเมื่อกินยายของมันแล้ว ทีนี้ก็ดักรอ แล้วกินอ้ายเด็กนี่ทีหลัง..ฮ่ะ ๆๆๆ " มันได้รีบวิ่งไปที่บ้านของคุณยายที่นอนป่วย อยู่ทันที และเมื่อมันมาถึงก็เคาะประตูร้องเรียกแถมทำเสียงเลียนแบบหนูน้อย หมวกแดง " ยาย...คุณยายจ๋า เปิดประตูให้หนูหน่อย นี่หนูน้อยหมวกแดง เองจ้า.. เปิดประตูให้หน่อย สิจ๊ะ..." คุณยายที่อยู่ในบ้านก็เชื่อสนิทว่าเป็นเสียง ของหลานจริง ๆเสียด้วย แต่พอคุณยายเดินกระย่องกระแย่งมาเปิดประตูเพื่อรับ หลานรักเข้าเท่านั้นเอง...






คุณยายก็เลยต้องโดนเจ้าหมาป่าที่มันคอยตั้งท่าจะกินอยู่แล้วนั้น...เขมือบเข้าปากไปเลยทีเดียวทั้งตัว โดยไม่ต้องเคี้ยวว่าอย่างนั้น .... คำเดียวจริง ๆ หายเข้าไปอยู่ในท้องของมันหมดทั้งตัวเลย และเมื่อมันกินคุณยายแล้ว เจ้าหมาป่าเจ้าเล่ห์ก็จัดการสวมเสื้อผ้า สวมหมวก สวมแว่นตา ของคุณยายแล้วกระโดดขึ้นเตียง เอาผ้าห่มคลุมตัวของมันไว้ แล้วมันก็นอนรอหนูน้อยหมวกแดง ที่จะมาถึงอย่างใจเย็น " อ้ายเด็กบ้านั่นมันเชื่อคนง่าย จะต้องนึกว่าข้าคือยายของมันจริง ๆ อย่าง แน่นอน และเมื่อมันเดินเข้ามาใกล้ ๆ ก็จับมันกินได้อย่างง่าย ๆ"






และเพียงไม่นาน เวลาที่มันรอคอยก็มาถึง เมื่อมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น "ก๊อก ก๊อก ก๊อก"


ตามมาด้วยเสียงเรียกของหนูน้อยหมวกแดง "คุณยายคะ อยู่หรือเปล่าคะ" สักพักก็มีเสียงตอบกลับมาว่า "อยู่จ้ะหลาน ยายอยู่ในห้องนอน แน่ะ เข้ามาสิจ้ะ " หนูน้อยหมวกแดงจึงเดินเข้ามาที่เตียงของคุณยาย แล้ววางตระกร้าอาหารลง หนูน้อยหมวกแดงพนมมือไหว้คุณยายของเธอ ด้วยความเคารพและกล่าวว่า " สวัสดีค่ะ คุณยาย " คุณยายตัวปลอม หรือเจ้าหมาป่ายกมือรับไหว้หนูน้อยหมวกแดง แล้วหนูน้อยหมวกแดง ก็สังเกตเห็นแขนที่ยาว และเต็มไปด้วยขนยาว ๆ ของคุณยาย ก็ถามขึ้น ด้วยความสงสัยว่า " คุณยายขา ทำไมแขนของคุณยายถึงยาวแล้วก็มี ขนละคะ " เจ้าหมาป่าตอบว่า " ที่ขนของยายยาวแล้วก็มีขน ก็เพราะยาย เอาไว้กอดหลานให้ชื่นใจและหลานจะได้อุ่นหายหนาวด้วยไงจ๊ะ "






แล้วหนูน้อยหมวกแดงก็เห็นหูที่ยาวของคุณยายของเธอ ก็ถามขึ้นด้วยความ แปลกใจอีกว่า


" คุณยายขา ทำไมหูของคุณยายถึงยาวอย่างนั้นละคะ " เจ้าหมาป่าเริ่มจะหงุดหงิด จึงพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นักว่า


" ยายก็.. เอาไว้ฟังเสียงหลานให้ชัด ๆ นะสิ " แต่หนูน้อยหมวกแดงยังไม่คลาย ความสงสัย เมื่อเธอเหลือบไปเห็นเขี้ยวที่ยาวและคมวับของคุณยายของเธอ เธอเกิดความกลัวจึงค่อย ๆ ถอยออกและถามด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า


" ละ...แล้ว.. ทำไม ฟันกับปากของคุณยายถึงได้ยาวแล้วก็น่ากลัวอย่างนั้นละคะ" เจ้าหมาป่าหมดความอดทนเพียงแค่นั้น มันแยกเขี้ยวที่ขาวเป็นมันวับ ของมันแล้วตอบว่า


" ข้าก็เอาไว้กินเจ้าน่ะสิ เจ้าเด็กบ้า "






เมื่อเจ้าหมาป่าตัวร้ายพูดจบก็กระโจนออกมาจากผ้าห่ม พร้อมทั้งกับย่างสามขุม ตรงเข้าประชิดจนติดตัวของหนูน้อยหมวกแดงทันที แล้วพูดว่า " เหอ ๆๆๆ ที่ฟันกับปากมันยาวและใหญ่อย่างนี้น่ะ น้า..หนูน้อยหมวกแดงเอ๋ย ก็...เอาไว้กินเจ้าอย่างนี้ ยังไงเล่า เหอๆๆๆ " มัน หัวเราะเสียงดังลั่น แล้วตรงเข้าจับหนูน้อยหมวกแดง โยนใส่ปากแล้วกลืน ทีเดียวเข้าไปในท้องของมันคำเดียวจริง ๆ เหมือน ๆกับตอนที่กินคุณยายนั่นเลย " ฮ่า ๆๆ ช่างอร่อยเสียจริง ๆ ทั้งยายทั้งหลานเลย เหอๆๆๆ "






เจ้าหมาป่าด้วยความตระกระเกินตัวกินเข้าไปพร้อมกันทั้งยายและหลานเข้าอย่างนั้น มันจึงเกิดหนักท้องเป็นอย่างมาก และเป็นเหตุทำให้มันเกิดความง่วงอยากนอนขึ้นมาในทันทีทันใด มันจึงล้มตัวลงนอน หลับสนิทแถมยังกรนเสียจนเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว


" คร๊อก..ฟี่...คร๊อก...ฟี้ " ก้องไปจนทั่วทั้งป่าเลยทีเดียว และก็พอดีที่ในขณะนั้น เกิดได้ มีพรานป่าพร้อมกับสุนัขล่าเนื้อแสนรู้ตัวโปรดของเขา ที่เป็นเพื่อนบ้าน และรู้จักกับ คุณยายของหนูน้อยหมวกแดงเป็นอย่างดีผู้หนึ่งได้เดินทางผ่านมาแถว ๆ นั้นเข้าพอดี...






เมื่อพรานป่ากับสุนัขล่าเนื้อได้ยินเสียงกรนที่ดังสนั่นหวั่นไหวออกมาจากบ้าน ของคุณยาย เจ้าสุนัขล่าเนื้อก็เห่ากรรโชกขึ้นด้วยเสียงอันดัง " โฮ้ง ๆๆ " นายพรานป่า ตอนแรกก็คิดว่าเป็นเสียงกรนของคุณยาย แต่เมื่อเขาพยายามฟังดู ก็เกิดความสงสัย


" แต่..เอ๊ะ... เสียงน่ะมันดังออกมาจากบ้านคุณยายอย่างแน่นอน แต่ ! เสียงกรนนี่...มันไม่ใช่เสียง ของคุณยายแกนี่...เกิดอะไรหรือปล่าว


น่าสงสัยจัง?? " นายพรานป่าด้วยความสงสัยเป็นอย่างมาก จึงเดินเข้าไปที่ใกล้ ๆ แล้วแอบมองเข้าไปดูที่ข้างในบ้านทันที






ภายในบ้านไม่มีแม้แต่เงาของคุณยายเลยสักนิด แต่กลับมีหมาป่าตัวหนึ่ง กำลังนอนพุงกาง และที่สำคัญที่ท้องของมันนั้นก็ใหญ่โตจนผิดปกติเสียด้วย " โอ๊ะ อะไรกันนั่น มีแต่หมาป่านอนกรนอยู่ตัวเดียว แล้วที่ท้องของมันนั่น !...ก็..ทำไมถึงได้ใหญ่ มากมายอย่างนั้นด้วยเล่านี่ โอ้ ๆๆ สงสัยอ้ายหมาป่ามันคงต้องกินคุณยายเข้าไปแล้ว อย่างแน่นอน... แย่แล้ว" แล้วเมื่อพรานป่าพยายามเงี่ยหูฟังดูให้ถนัด ๆ อีกครั้ง เขาก็ พลันได้ยินเสียงที่แทรกออกมาแบบแผ่วๆ ปนกับเสียงกรนที่ดังสนั่นหวั่นไหวนั้น อีกด้วยว่า


" ช่วยด้วย ช่วยด้วย " ใช่แล้วมันเป็นเสียงร้องของคุณยายกับเสียง ของหนูน้อยหมวกแดงที่พยายามร้องเรียกให้ใครมาช่วยอยู่ในท้องของเจ้าหมาป่า.... นั่นเอง






นายพรานป่าฟังจนแน่ชัดแล้วจึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน เขารีบผ่าท้องของเจ้าหมาป่า ที่กำลังนอนหลับอยู่อย่างไม่รู้ตัว ตัวนั้นทันทีทันใด....จึงเป็นด้วยการดังนี้นี่เอง ที่นาย พรานป่าสามารถช่วยเหลือให้คุณยายและหนูน้อยหมวกแดง ออกมาจากท้องของเจ้าหมาป่า ได้อย่างทันการและปลอดภัย หนูน้อยหมวกแดงเมื่อออกมาจากท้องของหมาป่าได้ ก็รีบพูดขอบคุณนายพรานผู้นั้นเป็นการใหญ่ทีเดียว


" ขอบคุณ ท่านพรานป่าที่ มาช่วยไว้ได้ทันการ ขอบคุณอย่างมากค่ะ "






ส่วนคุณยายนั้น เมื่อหายตกใจแล้วก็รีบพูดขึ้นกลางครันว่า " หลานน้อยหมวกแดง รีบไปเก็บก้อนหิน มามากๆ เลยหลานรัก เร็ว.. เจ้าหมาป่ามันยังคงหลับไม่รู้ตัวอยู่ ไปเอาหินมาใส่ลงไปในท้องของมันนี่ เร็ว ๆๆ " และเมื่อได้ก้อนหินมาแล้ว คุณยาย ก็จัดการใส่ก้อนหินมากมายเหล่านั้นลงไปในท้องของเจ้าหมาป่าทั้งหมด เสร็จแล้ว คุณยายก็เอาเข็มมาเย็บลงไปที่ท้องของเจ้าหมาป่าอย่างแน่นหนาจนเข้าที่อย่างเดิม แล้วทั้งสามก็มาแอบดูเหตุการณ์กันอยู่ที่หลังต้นไม้นอกบ้านอย่างเงียบเชียบ...






ส่วนเจ้าหมาป่าเมื่อนอนหลับเต็มที่แล้ว มันตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย " ว้า ๆๆ ทำไมข้าถึง ได้รู้สึกคอแห้งและหิวน้ำมากมายอย่างนี้นะ " และด้วยความที่มันกระหายเป็นอย่างมาก นั่นเองมันเดินแบบงัวเงียเอามือป้องปากหาวหวอด ๆ เดินออกมานอกบ้านเพื่อหมาย จะไปดื่มน้ำที่บ่อน้ำบาดาลที่อยู่ใกล้ ๆ กันนั้นเอง มันเดินเซไปเซมาด้วยความหนัก ของหินที่อยู่ในท้องของมันอย่างไม่รู้ตัว แล้วยังบ่นไปด้วยว่า " อ๋อย.. อ้อย...ทำไม ท้องของข้าถึงได้หนักมากมายอย่างนี้เล่า เอ้อ..จะก้าวขาแต่ละทีละก็..ลำบากจัง " หนูน้อย หมวกแดงที่แอบอยู่ที่ใกล้ ๆ กันนั้น ก็ตอบแบบเสียงแผ่ว ๆ ทำเสียงให้เหมือนกับดัง ลอดออกมาจากท้องของเจ้าหมาป่ามันว่า


" ก็กินเข้าไปตั้งสองคน ก็ต้องหนักน่ะสิ "






เจ้าหมาป่าเมื่อได้ยินเสียงบอกมาว่าอย่างนั้นก็พยักหน้าเห็นด้วย " อ้อ..จริงสิ ก็กินเข้าไปตั้ง สองคนทั้งยาย ทั้งหลาน มันก็ต้องหนักอย่างนี้ละ ฮ่า ๆๆ " ด้วยเจ้าหมาป่ามันไม่ทันคิดถึง หรือรู้ตัวว่าหนูน้อยหมวกแดง และคุณยายนั้นได้ออกมาจากท้องของมันได้แต่นมแต่นานแล้ว นั่นเอง มันจึงไม่คิดสงสัยอะไร และพยายามเดินไปจนถึงที่ตรงปากบ่อน้ำบาดาลนั้นจนได้ และเมื่อมาถึงปากบ่อแล้ว มันก็รีบปีนขึ้นไปบนปากบ่อแล้วก้มหัวลงไปหมายจะดื่มน้ำให้หาย กระหาย แต่เป็นด้วยที่ว่าในท้อง ของมันนั้นมีก้อนหินอยู่อย่างมากมาย และด้วยความหนัก มันจึงเสียหลักหัวทิ่มลงไปในบ่อน้ำบาดาลนั้นอย่างไม่เป็นท่า และได้จบชีวิต ชั่ว ๆ ของมันใน บ่อน้ำบาดาลนั้นเลย...






และเมื่อเป็นดังนั้น ทั้งสามคือคุณยาย พรานป่าและหนูน้อยหมวกแดง จึงด้วย ความดีใจที่สามารถปราบหมาป่าตัวร้ายลงได้ ก็ได้จัดการ นำเอาขนมพายและ เหล้าองุ่นที่หนูน้อยหมวกแดงนำมาเยี่ยมไข้ให้กับคุณยายพวกนั้น ออกมา เลี้ยงฉลองความดีใจที่พ้นภัยร้ายมาได้อย่างหวุดหวิด แล้วในขณะที่กำลังสังสรรย์ กันอยู่เพลิน ๆ นั้น หนูน้อยหมวกแดงก็นึกขึ้นมาได้ถึง สิ่งที่เธอถูกใช้ให้มาทำธุระ จึงพูดถามคุณยายว่า


" อ๊ะ..คุณแม่บอกว่าคุณยายไม่สบายอยู่นี่คะ แล้วอาการเป็นยังไง บ้างล่ะคะ " คุณ ยายได้ตอบหนูน้อยหมวกแดงอย่างอาย ๆ ว่า


" เมื่อตะกี๊ ต้องตกใจ อย่างมากมายขนาดนั้นเข้าน่ะสิ...ไข้ที่เป็นอยู่เลยหายหมดเลยจ๊ะหลานรัก อิ ๆๆๆ " เมื่อคุณยายพูดจบทั้งสามก็หัวเราะขึ้นจนเกือบจะพร้อมกันเลยทีเดียวเชียว........






เมื่องานสังสรรจบลงและทั้งหมดก็อิ่มหนำสำราญกันแล้ว คุณยายได้บอกกับ หนูน้อยหมวกแดงหลานรักว่า " นี่จ๊ะ ขนมคุ๊กกี้กับลูก สเตอร์เบอร์รี่ เป็นของ ตอบแทนที่เธอมาเยี่ยมไข้ให้กับยาย แล้วนี่ก็ได้เวลาที่เธอจะต้องกลับไปบ้าน ของเธอแล้วด้วย นะจ๊ะหลานรัก " ส่วนคุณลุงนายพรานป่านั้นก็ได้ของขวัญ ติดมือกลับไปด้วยเหมือนกันคือ


" หนังของเจ้าหมาป่าตัวร้าย " นั่นเอง แล้วทั้งสองก็เดินทางแยกย้ายกันกลับไปตามที่อยู่อาศัยของตน อย่างสำราญบานใจด้วยกัน ทั้งสองคนว่าอย่างนั้น...






และเมื่อหนูน้อยหมวกแดงของเรากลับมาถึงที่บ้านของเธอแล้ว ก็ได้รีบเล่าเรื่อง และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่บ้านของคุณยาย ให้กับคุณแม่ของเธอฟัง และได้สัญญากับคุณแม่ของเธอว่า


" ต่อแต่นี้ไปเมื่อคุณแม่ใช้ให้ไปทำธุระ จะไม่เถรไถรเที่ยวแวะเล่นที่ ตรงไหน...แล้วก็จะไม่ ไว้ใจและพูดคุยกับใครที่เป็นคนแปลกหน้าเป็นอันขาด "






ค่ะ..บทเรียนที่แสนอันตรายอันนี้ ก็คิดว่าหนูน้อยหมวกแดง เธอคงจะต้องเข็ด และจำจนขึ้นใจไปอีกนานแสนนานอย่างแน่นอนเลยนะคะ...






คติที่สอนให้รู้ว่า...ของนิทานเรื่องนี้ก็คงมีอยู่ที่ว่า


"อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง"

















บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม